TAN MALAKA กับบทบาทการปฏิวัติแห่งชาติอินโดนีเซีย
Tan Malaka กับบทบาทการปฏิวัติแห่งชาติอินโดนีเซีย
ตัน มะละกา เปรียบเสมือนผู้ลี้ภัยทางการเมือง ( Political Refugee) การ เข้าๆ ออกๆ จากกรงเหล็กสู่กรงเหล็กคงเป็นเรื่องธรรมดามากสำหรับนักปฏิวัติผู้ไม่เคยยอมจำนนต่อใคร หรือแม้แต่การถูกเนรเทศครั้งแล้วครั้งเล่าจากมาตุภูมิของตนก็ตาม ตัน มะละกา บุคคลที่ได้ถูกประกาศอย่างเป็นทางการว่าเป็นหนึ่งในวีรบุรุษแห่งการปฏิวัติของชาติ โดยรัฐบาลแห่งชาติในปี 1963[1] เขามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเชื่อมต่อขบวนการคอมมิวนิสต์สากลกับขบวนการต่อต้านอาณานิคมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อนำพาเอกราชที่แท้จริงมาสู่อินโดนีเซีย อุปนิสัยอันหาญกล้าผนวกกับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือด และอุดมการณ์ที่ผิดแผกไปจากคนอื่น ไยเล่าจะไม่ได้รับการเชิดชูเป็นหนึ่งในวีรบุรุษแห่งชาติอินโดนีเซีย ผู้นำพาประเทศชาติสู่ความเป็นเอกราช
ชีวิตวัยเยาว์และการศึกษา[2]
ตัน มะละกา เกิดในครอบครัวชาวมินังคาเบาที่หมู่บ้านปันดัน กาดัง (Pandan Gadang) ซูลีกี (Suliki) ทางสุมาตราตะวันตก เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ค.ศ. 1896 หรือไม่ก็ ค.ศ. 1897 ซึ่งวันเกิดของเขาไม่มีใครทราบแน่ชัด ชื่อจริงๆ ของเขาคือ ดาตุก อิบราฮิม เกอลาร์ ซูตัน มะละกา (Datuk Ibrahim Gelar Sutan Malaka) แต่เขาเป็นที่รู้จักกันในนามของ ตัน มะละกา (Tan Malaka) ซึ่งเป็นชื่อที่ได้รับมาจากภูมิหลังทางครอบครัวฝ่ายมารดาที่เป็นชนชั้นสูง
จากปี ค.ศ. 1908 ถึง ค.ศ. 1913 ขณะที่เขาอายุ 16 ปี ได้ถูกส่งไปอยู่ที่ฮอลันดา เขาได้เข้าศึกษาที่โรงเรียนที่ก่อตั้งโดยรัฐบาลอาณานิคมดัตซ์ที่บูกิตติงกี (Bukittinggi) ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางด้านภูมิปัญญาของวัฒนธรรมมินังคาเบา ณ ที่นี่ ตัน มะละกาเริ่มเรียนรู้ภาษาดัตซ์ ซึ่งต่อมาเขาได้มาสอนนักเรียนชาวอินโดนีเซีย ในปี 1913 ซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่เป็นบุตรหลานของคนงานสัญญาจ้างในนิคมเกษตรใบยาสูบของเยอรมันและสวิสเซอร์แลนด์ เขาได้รับเงินกู้จากคนในหมู่บ้านเพื่อให้ไปเรียนต่อที่เนเธอร์แลนด์และจากนั้นจนกระทั่งปี 1919 เขาศึกษาที่โรงเรียนฝึกหัดครูของรัฐบาล (Rijkskweekschool) ใน Haarlem และมาทำงานเป็นครูที่ deli ช่วงที่เขาอยู่ที่ยุโรปเป็นช่วงเวลาที่เขาได้เริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับทฤษฎีสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์ และโดยการปฏิสัมพันธ์กับทั้งนักศึกษาชาวดัตซ์และอินโดนีเซีย ทำให้เขาเชื่อมั่นว่าจะต้องเป็นอิสระจากการปกครองของดัตซ์โดยการปฏิวัติ
ในอัตชีวประวัติของเขา ตัน มะละกาได้พูดถึงการปฏิวัติรัสเซียในปี 1917 ว่าเป็นการตื่นตัวทางการเมือง ซึ่งเพิ่มความเข้าใจของเขาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างทุนนิยม, จักรวรรดินิยม และการกดขี่ทางชนชั้น เขาเคยป่วยหนักเป็นวัณโรคในเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาสุขภาพที่เรื้อรังและได้รบกวนงานของเขาอยู่บ่อยครั้ง จนในที่สุดเขาจบชีวิตลงด้วยการถูกตัดสินประหารชีวิตในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1949 ใกล้ๆ กับเกอดีรี (Kediri) ในชวาตะวันออก[3] Tan Malaka กับอุดมการณ์อันผิดแผกไปจากพวกพ้องเดียวกัน
ตัน มะละกา (Tan Malaka) เป็นนักชาตินิยมอินโดนีเซียกึ่งคอมมิวนิสต์ กล่าวคือ เขาเป็นนักชาตินิยมที่ต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งเอกราชของชาติอินโดนีเซีย ขณะเดียวกันก็ไม่ต้องการเห็นชาติอินโดนีเซียตกอยู่ภายใต้การครอบงำของอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ภายใต้น้ำมือของพวกนิยมซ้ายจัดหรือคอมมิวนิสต์สากลเช่นกัน เขาเป็นผู้นำความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่มาสู่อินโดนีเซียด้วยแนวคิดการจัดตั้งองค์กรต่างๆ ให้พร้อมที่สุดก่อนทำการปฏิวัติ ซึ่งแตกต่างจากนักปฏิวัติคนอื่นที่ใจร้อน กระทำการอย่างอุกอาจโดยไม่ดูความพร้อมของกลุ่มผู้ปฏิวัติก่อนลงมือ ทำให้การปฏิวัติมักประสบกับความล้มเหลวตลอดมา ตัน มะละกา เคยใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่นโดยปราศจากความช่วยเหลือใดๆ จากชาวญี่ปุ่น
ถึงแม้ว่าเขาจะไปทำงานบริษัทหนึ่งภายใต้การบริหารงานของชาวญี่ปุ่นก็ตาม แต่เขาก็ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองของจักรวรรดินิยมญี่ปุ่นแม้แต่น้อย เขาเป็นเพียงกรรมกรใช้แรงงานคนหนึ่งที่ไม่เคยพูดจายกยอปอปั้นชาวญี่ปุ่นเมื่ออยู่ต่อหน้าเขาเลย ตรงกันข้ามเขากลับพูดถึงเอกราชของชาติอินโดนีเซียที่ควรได้รับการปลดปล่อยจากจักรวรรดินิยมญี่ปุ่นเสียที โดยไม่มีความเกรงกลัวต่อเจ้าญี่ปุ่นเลย ดั่งคำพูดหนึ่งของเขาที่กล่าวถึงญี่ปุ่นในช่วงที่ทำงานอยู่ที่นั่นคือ “Dia mengabdi seikhlas-ikhlasnya kepada Kaum Buruh, Made in Jepang yaitu ROMUSHA dengan segala kegembiraan, hasil dari suatu pemerintahan yang semunafik-munafiknya, sekejam-kejamnya, serakus-rakusnya, dan sebinatang-binatangnya di kolong langit”.[4]
ตัน มะละกา ได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของบุคคลสำคัญระดับชาติ แม้ว่าจะถูกกล่าวหาว่าเป็นดังเส้นขนานทางความคิดกับพวกผู้นำแห่งชาติคนอื่นๆ ที่พยายามนำพาอิสรภาพมาสู่ชนชาวอินโดนีเซียจากการถูกปกครองมาอย่างยาวนานจากเจ้าอาณิคมดัตซ์ อย่างเช่น ซูการ์โน, ฮัตตา, ชาห์รีร์, Moh.Yamin และอีกมากมาย เขาคือนักรบที่พร้อมจะต่อสู้อย่างดุเดือด และเป็นนักปฏิวัติที่มากด้วยแนวคิดแบบดั้งเดิม และหนักหน่วง จนกระทั่งมีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อเอกราชอินโดนีเซีย จากการต่อสู้ด้วยความมุมานะ จนกลายเป็นผู้นำการปฏิวัติที่โดดเด่น[5] แต่กระนั้นก็ตามชื่อเสียงของเขาเพิ่งได้รับการยอมรับและยกย่องหลังจากที่เขาเสียชีวิตลงไปแล้ว และชื่อของเขาไม่ค่อยได้รับการกล่าวถึงในหมู่ตะวันตกเท่าที่ควร
ในปี 1921 เขาได้เข้าสู่สังเวียนการเมืองด้วยแรงสนับสนุนจากกลุ่มคนจนมากมาย ตัน มะละกาได้รวมกลุ่มบรรดาหนุ่มๆ ที่ฝักใฝ่ฝ่ายซ้าย ในปีนั้นเขาได้เดินทางไปที่เซอมารัง (Semarang) ได้พบปะกับเซอ มาอุน ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวแทนสมาคมสังคมประชาธิปไตยแห่งอินดิส (Indische Sociaal-Democratische Vereeniging-ISDV) ซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็นพรรคคอมมิวนิสต์แห่งอินโดนีเซีย เขาได้พูดคุยและร่วมงานอยู่บ่อยครั้งกับผู้นำคนนี้จนมีการตีพิมพ์บทความหนึ่งในหนังสือพิมพ์ของ ISDV เกี่ยวกับเรื่องเนื้อหาแบบเรียนที่เขาใช้สอนนักเรียน คอลัมน์การเมืองแนวเสรีนิยมที่เขาเขียนให้กับหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นและงานของเขาในฐานะนักเคลื่อนไหว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประท้วงของคนงานรถไฟในปี 1920[6] นำไปสู่ความขัดแย้งกับผู้จัดการชาวยุโรปอยู่บ่อยครั้ง จากการตีพิมพ์บทความชิ้นแรกของเขาดังที่กล่าวมาแล้ว ว่าเขาเป็นผู้ที่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ใครต่อใครโดยไม่หวาดหวั่น จนมักสร้างความขัดแย้งกับผู้นำคนอื่นๆ อีกมากมาย เช่น เคยขัดแย้งและเผชิญหน้ากับผู้นำพรรค PKI เกี่ยวกับการปฏิวัติในปี 1926-1927[7]
ซึ่งตัน มะละกาได้วิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของพรรค PKI และไม่เชื่อในยุทธวิธีของผู้นำ PKI อีกต่อไป จนสุดท้ายนำไปสู่ความบาดหมางระหว่างกัน และ PKI เองก็ไม่ชอบตัน มะละกาที่ไปวิพากษ์วิจารณ์การเคลื่อนไหวของเขาในขณะนั้นด้วย โดยตัน มะละกา ได้กล่าวว่า การต่อสู้ในปี 1926-1927 ของผู้นำพรรค PKI นั้นเป็นเพียงการวางแผนการจลาจล และก่อวุ่นวายเล็กน้อยในพื้นที่ไม่กี่พื้นที่ แต่เพราะความไม่พร้อมของกลุ่ม ผลคือ พรรค PKI ถูกทำลายและจบลงโดยน้ำมือของจักรวรรดิยมฮอลันดา นักต่อสู้ทางการเมืองมากมายถูกกักตัว (ditangkap), ถูกทรมาน (disiksa), ถูกฆ่า (dibunuh), และส่วนมากจะถูกเนรเทศไปอยู่ที่ Boven Digul Papua[8] และเหตุการณ์ทำลายล้างพรรค PKI ครั้งนี้ ฮอลันดาได้ใช้เป็นข้ออ้างในการจับกุมและทำการเนรเทศทุกคนที่ต่อต้านพวกเขาออกนอกประเทศ
ข้ออ้างดังกล่าว ไม่ได้อ้างอิงเฉพาะสมาชิกของพรรค PKI เท่านั้น แต่รวมไปถึงการทำลายบรรดานักต่อสู้ชาตินิยมอินโดนีเซียด้วย พวกเขาได้รับการโจมตีอย่างหนักจากจักรวรรดินิยมฮอลันดา นำไปสู่ความพ่ายแพ้อย่างใหญ่หลวงในการปฏิวัติของกลุ่ม และทำให้พรรคเป็นอัมพาตเป็นปีๆ การปฏิเสธของเขาครั้งนี้ในการร่วมมือกับ PKI ทำให้เขาเหมือนลอยแพตัวเองออกจากกลุ่ม เหมือนฆ่าตัวเองให้ออกจากการเป็นแนวร่วมในการต่อสู้เพื่อชาติอินโดนีเซียและการต่อต้านจักรวรรดินิยมฮอลันดาขณะนั้นด้วย เขาจึงตัดสินใจตัดตัวเองออกจากแนวร่วมดังกล่าวและสร้างเครือข่ายของตัวเองขึ้นมา
ครั้นเมื่อเขาอยู่ที่ไทย ได้มีการรวมตัวบรรดาเพื่อนพ้องที่เมืองหลวง-กรุงเทพมหานคร และที่นี่เขาได้จัดตั้งพรรคสาธารณรัฐอินโดนีเซีย (Partai Republik Indonesia-PARI) ขึ้นในเดือนมิถุนายน ปี 1927 ซึ่งก่อนหน้านี้เขาไม่เคยจัดตั้งพรรคการเมืองของตัวเองมาก่อนเลย โดยส่วนใหญ่จะเป็นผู้นำกลุ่มองค์กรต่างๆ ที่ได้รับการยอมรับมากกว่า แต่ทั้งนี้การตัดตัวเองออกจากกลุ่ม เขาก็พะว้าพะวงต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้าต่อชาติอินโดนีเซียเช่นกัน นอกจากนี้ ตัน มะละกาเป็นคนที่มีบทบาทแรงกล้าต่อขบวนการปฏิวัติอินโดนีเซียเพื่อเรียกร้องเอกราชอย่างแท้จริง เขาถูกมองว่าเป็นนักปฏิวัติที่ “เหงาและโดดเดี่ยว“[9] เนื่องจากว่าเขาชอบเดินทางไปเที่ยวหลากหลายที่ เพื่อแสวงหาพรรคพวกหรือจัดตั้งองค์กรต่างๆ ขึ้นมาเพื่อรวบรวมสมาชิกในการเคลื่อนไหวปฏิวัติ รวมไปถึงอุดมการณ์ที่ต่างไปจากคนอื่นทำให้เขาเหมือนต้องอยู่ตัวคนเดียว และยังเป็นคนที่ต่อต้านความเป็นฮินดูด้วย เนื่องจากเห็นว่าศาสนาเป็นเรื่องของการมอมเมาประชาชนให้หลงเชื่อ งมงาย และยึดติดอยู่กับความเชื่อดั้งเดิม ปิดหูปิดตา และเป็นสิ่งที่ขัดขวางความเจริญของมนุษย์ด้วย
บทบาทแรกเริ่มในการปฏิวัติ ของ TAN MALAKA
ตั้งแต่ช่วง ค.ศ. 1919-1920 จากการทำงานร่วมกับพวกสังคมนิยมซึ่งสังกัดสมาคมสังคมประชาธิปไตยแห่งหมู่เกาะอินเดีย (ISDV) ที่เซอมารัง พวกเขาได้เริ่มต้นรณรงค์ตามแนวทางเพื่อบรรลุเป้าหมายการปฏิวัติอย่างเต็มที่ ภายหลังเห็นความสำเร็จการปฏิวัติรัสเซียในปี ค.ศ. 1917 พวกเขาเห็นถึงความสำคัญของการรักษาเอกภาพขององค์กร ซึ่งเขาจะบรรลุจุดประสงค์นั้นได้ก็ต่อเมื่อยอมรับข้อเรียกร้องของพวกนิยมการปฏิวัติ ในช่วงเวลานั้นพวกเขามีความขัดแย้งจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองของมวลชนภายใต้การนำของสมาคมอิสลาม ในขณะเดียวกันที่เมืองสุราบายา ได้กลายเป็นศูนย์กลางอีกแห่งหนึ่งในการวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นในเรื่องการปฏิวัติอย่างจริงจัง และที่นี่เองได้ปรากฏโฉมหน้าบุคคลสำคัญที่ให้ความสนใจทางการเมืองเป็นครั้งแรก นั่นคือ ซูการ์โน เวลานั้นที่ Semarang ตัน มะละกาได้เสนอแนวคิดเสรีนิยม แต่ท่าทีแข็งข้อที่ผู้นำ PKI แสดงออกนั้นดูเหมือนว่าจะเป็นที่รู้กันในความรู้สึกของตัน มะละกา ซึ่งเขาไม่สามารถรับกับท่าทีแข็งข้อดังกล่าวนั้นได้ และได้กล่าวถึงพรรค Pan-Islamisme ที่นำลัทธิจักรวรรดินิยมเข้าครอบงำความคิดพวกมุสลิม และเข้าใจว่า ความทันสมัยที่ Pan-Islamisme มีนั้น เหมาะกับท่าทีต่อต้านแบบ Dogmatis มากกว่า ไม่เหมาะกับอินโดนีเซียซึ่งอิสลามเป็นส่วนที่แข็งแกร่งที่สุดทางการเมือง นั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้ ตัน มะละกา ประเมินว่าท่าทีต่อต้านของ Pan-Islamisme Moskow ไม่ได้ทำให้สะท้อนความจริงถึงสถานการณ์การพัฒนาโลกขณะนั้นและเป็นวิธีการเดียวกับซาเรกัต อิสลาม ส่วนกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองในเมืองเซอมารังภายใต้การนำของเซมาอุนและอาร์ ดาร์โซโน (R . Darsono) ก็ได้เริ่มต้นรณรงค์โจมตีทั้งรัฐบาลอาณานิคมและสมาชิกของสมาคมอิสลามหนักหน่วงยิ่งขึ้น
ในปี ค.ศ. 1920 สมาคมสังคมประชาธิปไตยแห่งหมู่เกาะอินเดีย (ISDV) ก็ได้ประกาศตัวเป็นพวกนิยมคอมมิวนิสต์อย่างเปิดเผย มีจุดยืนแน่นอนในการต่อต้านอาณานิคมและต่ต้านศาสนาด้วย ด้วยเหตุนี้ผู้นำทางศาสนาในสมาคมอิสลาม เช่น อากุส ซาลิมและอับดุล มูอิส จึงเห็นความจำเป็นที่จะต้องกำหนดระเบียบวินัยขององค์กรขึ้นมาใหม่เพื่อให้มวลสมาชิกปฏิบัติตามนโยบายต่างๆ อย่างเข้มงวดกว่าในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งสมาคมอิสลามทำหน้าที่เป็นเพียงเวทีสำหรับเผยแพร่ความคิดของกลุ่มการเมืองภายนอกอื่นๆ ใน ค.ศ. 1921 เมื่อบรรดานักปฏิวัติทั้งหลายรวมทั้ง ตัน มะละกา ถูกจับเข้าคุกในข้อหาว่าตั้งกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองขึ้นต่อต้านรัฐบาลอาณานิคมและชาวต่างชาติอื่นๆ ขึ้นมาเป็นการเฉพาะในสามาคมอิสลาม หรือที่เรียกว่า “แผนกบี” (Section B) และผู้นำบางคนจากเมืองเซมารังไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ ด้วยเหตุนี้ในการประชุมสมัชชาแห่งชาติของสมาคมอิสลามในปีนั้น ผู้นำเหล่านี้จึงสามารถผลักดันมาตราเพื่อรักษาระเบียบวินัยต่างๆ ขององค์กรขึ้นมาได้เป็นผลสำเร็จ ขณะเดียวกัน การประชุมครั้งนี้ก็ปิดโอกาสไม่ให้สมาชิกของพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซีย (PKI) บางคนสามารถสอดแทรกสมัครเข้าไปเป็นสมาชิกของสมาคมอิสลามโดยเด็ดขาด ถึงแม้ว่าพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซียจะใช้ความพยายามเพื่อปรองดองกับกลุ่มผู้นำศาสนาในสมาคมอินโดนีเซีย แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ส่งผลให้พรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซียแยกตัวออกจากการเป็นพันธมิตรกับกลุ่มผู้นำอิสลามตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แม้ว่าองค์กรคอมมิวนิสต์สากลหรือโคมินเทิร์น (Comintern) ได้แนะนำให้พรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซีย และแนวร่วมอื่นในอาณานิคมแห่งนี้จักต้องทำงานกันอย่างใกล้ชิด และสร้างกลุ่มขึ้นมาเคลื่อนไหว แต่พรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซียก็ประสบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เพราะฉะนั้นตั้งแต่ ค.ศ.1923 เป็นต้นมา พรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซียจึงดำเนินการเคลื่อนไหวตามลำพังเพื่อหวังให้เกิดการปฏิวัติสังคมอย่างจริงจัง[10]
สู่การช่วงชิงฐานอำนาจและการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งแรกของตัน มะละกา (1921-1927)
ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซีย VS สมาคมอิสลาม นำไปสู่การแข่งขันเพื่อช่วงชิงสมาชิกใหม่จากมวลชนเกิดขึ้นระหว่างผู้นำฝ่ายซ้ายของทั้งสองฝ่าย โดยพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซียประสบความสำเร็จมากกว่าผู้นำฝ่ายก้าวหน้าขององค์กรกลางสมาคมอิสลาม (CSI) เนื่องจากสหภาพแรงงานซึ่งเป็นสมาชิกส่วนใหญ่ของสมาคมอิสลาม เริ่มที่จะซึมซับและคล้อยตามท่าทีอันชัดเจนของพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซีย โดยเฉพาะประเด็นของการต่อสู้ทางชนชั้นและการต่อต้านจักรวรรดินิยม และอิทธิพลของพรรคคอมมิวนิสต์ก็ได้แผ่ขยายเข้าไปตามแนวชนบทต่างๆ ด้วยวิธีการเข้าถึงประชาชนมากกว่าสมาคมอิสลามจะพึงกระทำ โดยได้จัดตั้งสมาคมประชาชน (Sarekat Rakyat) ขึ้นมามากมายและสามารถช่วงชิงสมาชิกดั้งเดิมของสมาคมอิสลามในชนบทต่างๆ เข้ามาเป็นสมาชิกองค์กรจัดตั้งได้เป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นแล้วยังทำให้สมาคมอิสลามเกิดการแตกแยกกันเองในหมู่พวกพ้อง และอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์เข้มแข็งขึ้นมากมายในชนบทนั้น เนื่องด้วยความสามารถของพรรคในการดึงดูดการสนับสนุนจากชนชั้นกรรมาชีพ ซึ่งต้องการจะปลดแอกตนเองจากการถูกครอบงำจากนโยบายเศรษฐกิจสวนเกษตรขนาดใหญ่ (Plantation Economy)[11] และคิดว่าพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซียคือหนทางแห่งการสร้างความหวังใหม่
อย่างไรก็ตาม การที่พรรคคอมมิวนิสต์เป็นองค์กรปฏิวัติ จึงทำให้การเคลื่อนไหวรุนแรงและก่อความไม่สงบต่างๆ ทั่วทั้งหมู่เกาะอินเดียตะวันออกตลอดช่วง ค.ศ. 1921-1925 ซึ่งตัน มะละกา ถึงแม้จะเป็นส่วนหนึ่งของนักปฏิวัติฝ่ายซ้าย เขากลับไม่ค่อยพอใจกับการปฏิวัติที่ใช้ความรุนแรงเข้าใส่มากกว่าที่จะทำกันอย่างนักปฏิวัติจริงๆ ด้วยตัวเขาที่เป็นคนที่ไม่เคยยอมตกเป็นเบี้ยล่างใครและมีความเชื่อมั่นในอุดมการณ์ของตนเสมอ ทำให้เกิดความขัดแย้งทางอุดมการณ์ระหว่างพวกเดียวกันเองอยู่บ่อยครั้งทำให้ตัน มะละกา ต้องขบคิดและย้อนกลับไปทบทวนคำแนะนำของดร. ซุน ยัด เซ็น (Dr. Sun Yat Sen) ที่กล่าวมาในช่วงที่เขาเดินทางไปหาประสบการณ์และพวกพ้อง โดยเดินทางไป Moskow -Canton (รัสเซีย-กวางตุ้ง) ในช่วงเดือน ธันวาคม ปี 1923 เขาได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับดร.ซุน ยัด เซ็น (Dr. Sun Yat Sen) นักปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่อีกท่านหนึ่ง โดยได้รับการแนะนำให้ทำงานร่วมกับกองกำลังญี่ปุ่น เนื่องจากญี่ปุ่นเพิ่งผ่านการปฏิรูปเมจิมามาดๆ แต่ตัน มะละกาเองก็วิตกกังวลกลัวว่าญี่ปุ่นจะเข้ามาช่วยเพื่อหวังผลระยะยาวคือ การยึดครองอินโดนีเซียเป็นอาณานิคมเฉกเช่นประเทศตะวันตกได้กระทำมาแล้ว แต่ดร. ซุน ยืนยันว่า ญี่ปุ่นเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดที่จะทำให้การปฏิวัติของตัน มะละกา ประสบความสำเร็จได้มากขึ้น เนื่องจากประสบการณ์ของนักปฏิวัติของอินโดนีเซียเองยังมีน้อย และนักปฏิวัติจริงๆ ก็มีจำนวนไม่กี่คนเท่านั้น จำเป็นที่จะต้องร่วมมือกับประเทศมหาอำนาจอย่างญี่ปุ่นที่มากด้วยประสบการณ์เข้าไปหนุนหลัง
ตัน มะละกา ไม่เห็นด้วยกับการร่วมมือกับญี่ปุ่นในการขับไล่ดัตซ์เท่าไรนัก เขาได้ประณามว่า จักรวรรดินิยมญี่ปุ่นที่ถูกฝึกมาอย่างดีจากเกาหลี แมนจูเรีย ไต้หวัน และTiong Kok พื้นฐานหลักแล้วไม่ต่างอะไรเลยเมื่อเทียบกับจักรวรรดินิยมตะวันตก จะต่างก็แต่รูปแบบและวิธีการดำเนินการของระบบนี้เท่านั้น แต่กระนั้นก็ตาม ตัน มะละกา ก็คิดว่า การทำงานร่วมกับญี่ปุ่นอาจพบปัญหาบ้างเล็กน้อย แต่ไม่ใหญ่หลวงเท่ากับการพบเจอภายใต้จักรวรรดินิยมตะวันตกอย่าง อังกฤษ ฝรั่งเศส และอเมริกา เนื่องจากว่าประเทศเหล่านี้ยังคงทรงพลังอยู่มาก หากญี่ปุ่นต้องการครอบครองอินโดนีเซียคงไม่สามารถกระทำได้โดยตรงและรวดเร็ว ตัน มะละกา นำเค้าโครงการปฏิวัติมาจาก ดร. ซุน ยัด เซ็น เพื่อเป็นต้นแบบในการปฏิวัติ โดยตัวเขาเชื่อว่า ดร. ซุน ยัดเซ็นได้รับการยอมรับจากบรรดาพวกพ้องของเขาที่อยู่ที่เมือง Tiong Kok ว่าเป็นบุคคลที่มีความเฉลียวฉลาดในการวางแผนการต่างๆ เป็นผู้นำที่มีความกล้าหาญ มีความคิดเป็นเลิศ ทำทุกอย่างโดยคำนึงถึงส่วนรวมมากกว่าตน ในขณะเดียวกัน ก็มีบางกลุ่มบางคนที่ไม่เห็นด้วยกับการยกยอปอปั้นถึงคุณงามความดีของเขาแบบไม่มีข้อติ โดยกลุ่มนี้ได้ให้สมญานาม ดร. ซุน ว่าเป็น (Kaleng kosong) หรือกระป่องที่กลวง กล่าวคือ เป็นการวิจารณ์ว่าแนวคิดของ ดร. ซุน โดดเด่นก็จริงแต่ก็เป็นแค่ทฤษฏีหนึ่งที่ไม่สามารถนำมาปฏิบัติให้เกิดผลใดๆ ได้ หรือเป็นความคิดของคนช่างฝันแต่ไม่สามารถทำให้เป็นจริงได้ ต่อมามีการรวมตัวกันของพวกคอมมิวนิสต์ที่เซอมารัง (Semarang) ซึ่งมีความต้องการที่จะประท้วง โดยเริ่มต้นที่กลุ่ม PKI ได้วางแผนการที่จะประท้วง ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 8 พฤษภาคม 1925 ซึ่งในช่วงเวลานั้น ตัน มะละกา ก็อาศัยอยู่ที่นั่นด้วยและเริ่มมีบทบาททางการเมืองมากขึ้น ซึ่งที่นี่เปรียบเสมือนที่พำนักของนักชาตินิยมและคอมมิวนิสต์เพื่อวางแผนการปฏิวัติ เขาได้ถูกขอให้ไปช่วยก่อตั้งโรงเรียนประชาชน ซึ่งมีจุดมุ่งหมายที่จะสร้างการศึกษาและปลูกฝังแนวความคิดชาตินิยมให้แก่นักเรียน การวางแผนครั้งนี้พวกเขาไม่ลืมที่จะรำลึกถึงอดีตเมื่อสองปีที่ผ่านมาที่พวกเขาเคยถูกจับกุมและถูกปราบปรามอย่างหนัก ครั้นเมื่อการประท้วงของคนงานรถไฟ (V.S.T.P.)
ในปี ค.ศ. 1923 มาเป็นบทเรียน กล่าวคือ ช่วงการประท้วงของคนงานรถไฟที่เกิดขึ้น เห็นได้ชัดว่า พวกเขายังไม่พร้อมและขาดความกล้าที่จะทำการประท้วงอย่างจริงจัง ตัน มะละกาจึงให้ความสำคัญยิ่งต่อการเตรียมพร้อมของกลุ่มเพื่อการปฏิวัติที่จะมีขึ้นในวันดังกล่าวแต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 1927 การปฏิวัติล้มเหลว ตัน มะละกา กล่าวว่า การเคลื่อนไหวในช่วง 1926-1927 ยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสมต่อการเคลื่อนไหว เนื่องจาก PKI ยังเล็กอยู่ ยังไม่มั่นคงไม่อาจเคลื่อนไหวมวลชนได้ คอมมิวนิสต์ถูกปราบอย่างราบคาบ ทำให้ช่วงเวลานั้น ตัน มะละกา ถอยหนีมาปักหลักอยู่ที่กรุงเทพได้สักระยะหนึ่ง เขาเริ่มกล้าที่จะเผชิญกับความคิดของตัวเองถึงแม้ว่าจะมีความแตกต่างกับแนวทางการเมืองที่เป็นอยู่ และได้จัดตั้งพรรคครั้งแรกของตนที่นี่ คือ พรรคสาธารณรัฐอินโดนีเซีย (Repablick Indonesia) แต่โดยส่วนใหญ่แล้วนโยบายต่างๆ ไม่แตกต่างไปจากพวกหัวฝ่ายซ้ายเลยและไม่ถูกทางการปราบปรามด้วย เนื่องจากการตั้งชื่อพรรคของเขา ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคอมมิวนิสต์เลย แต่กระนั้นก็ตาม เขาก็ถูกทางการจับกุมจนได้ ต่อมาเขาได้กลับไปอินโดนีเซียอีกครั้ง เพื่อร่วมมือกับพรรคพวกเพื่อทำการปฏิวัติ
ยุทธวิธีการปฏิวัติการเมืองภายในของตัน มะละกา
เกือบจะ 3 สัปดาห์ที่ตัน มะละกาและพรรคพวกสืบหาความต้องการของประชาชน ซึ่งข้อเสนอที่ได้รับจากคณะรัฐมนตรีที่สำคัญๆ ซึ่งประกอบด้วยผู้นำเยาวชนมากมาย คือ การเดินทางไปยังเกาะชวา ภายในช่วงเวลา 2 สัปดาห์ เพื่อให้รู้ถึงท่าทางของประชาชนชาวอินโดนีเซีย ซึ่งเขาค้นพบว่า มีการรวมตัวกันอย่างยิ่งใหญ่ของมหาชนในทุกๆ ที่ เพื่อต่อต้าน ซูตัน ซาห์รีร์ ในการเป็นประธานาธิบดีสิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่เขาเน้นคือ ความร่วมมือทางด้านการเมืองและการทหาร เขาได้เผยแพร่ลัทธิฝ่ายซ้ายของเขาให้กับกลุ่มคนเหล่านี้ โดยมีนายพล Sudirman ผู้บังคับบัญชาการทหารสูงสุด (TRI) ให้การสนับสนุนอีกทางด้วย เขายังได้ให้ความสำคัญกับการรวมตัวกันเป็นปึกแผ่น ซึ่งความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของพวกเขา ถือว่าประสบความสำเร็จและเติบโตได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงแค่หนึ่งเดือนที่ประกอบด้วยสมาชิกกว่า 141 องค์กร นี่เป็นการเสนอแผนการแรกของ ตัน มะละกา ที่ใช้ติดต่อเครือข่ายผู้สนับสนุนของเขา เพื่อวัตถุประสงค์ในการต่อต้านและคัดค้าน Sjahrir รวมทั้งการคัดค้านซูการ์โนด้วยแผนการลำดับต่อมาคือ การฟื้นฟูเงื่อนไขของจาการ์ตาในเดือน กันยายน 1945 ซึ่งตัน มะละกามักจะขัดแย้งกับซูตัน ซาห์รีร์ เนื่องจาการปฏิเสธ ไม่ยอมทำตามแผนการบางส่วนที่ ตัน มะละกาวางไว้ โดยได้เสนอให้ตัน มะละกาไปสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเอง โดยการเดินทางไปให้ทั่วทุกหนแห่ง และสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกันระหว่างตัน มะละกา กับผู้นำคนอื่นๆ คือ แผนการสำหรับการช่วงชิงให้ได้มาซึ่งอำนาจแห่งตน เป็นผลให้เกิดการเพิ่มของกลุ่มที่ไม่พอใจเป็นอย่างมากต่อแผนการนี้ เกิดกลุ่มการปฏิวัติ นักศึกษา และกลุ่มเผด็จการทางทหาร
อย่างไรก็ตาม คณะรัฐมนตรีซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจของกลุ่ม Sjahrir ร่วมมือกับ Working Committee และพรรค KNIP โดยมี Sukarno และ Hatta ให้การสนับสนุนตำแหน่งของตัน มะละกา และผู้ไม่เห็นด้วยกับสมาชิก ค.ร.ม. ซึ่งใครที่ร่วมมือกับฝ่ายตรงข้ามจะลำบาก ระหว่างช่วงเวลาก่อนการเลือกตั้งนี้ รัฐบาลจะเชื่อมั่นในฝีมือของซูตัน ซาห์รีร์ โดยเฉพาะผู้นำอย่างซูการ์โนและฮัตตาเองก็วิตกกังวลและเชื่อว่ากลุ่มนี้จะได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้ง ซึ่งกำหนดการเลือกตั้งสิ้นสุดในเดือน มกราคม 1946 นี่เป็นการแสดงให้เห็นถึงการเรียกร้องอำนาจอย่างแท้จริงในการสนับสนุนและควบคุมโดยซูการ์โน ด้วยเหตุนี้ตัน มะละกาและกลุ่มของเขาจะต้องยึดอำนาจไว้ก่อน เพื่อการดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะด้วยการเลือกตั้งหรือมาด้วยวิธีการอื่นๆ ก็ตาม ซึ่งความคาดหวังเหล่านี้ ตัน มะละกาได้ดำเนินการสร้างฐานอำนาจในองค์กรทางการเมือง เพื่อต้องการเข้าไปแทนที่อำนาจเดิม การปฏิวัติอินโดนีเซีย รายล้อมไปด้วยความร่วมมือกันของคนจำนวนมาก (การเป็นหนึ่งเดียวกัน) พวกเขาคิดที่จะกำหนดตำแหน่งและหน้าที่สำหรับการเคลื่อนไหวและเผยแพร่ลัทธิชาตินิยม และหนทางที่จะขยายพื้นที่อำนาจของพวกเขานั้น เป็นไปด้วยความยากลำบากมาก เนื่องจากว่ามีผู้ให้การสนับสนุนฝ่ายรัฐบาลมากกว่าที่จะคัดค้านและใช้อำนาจอย่างเปิดเผย
ในความน่าสนใจของความเป็นปึกแผ่นของชาติ การประชุมพบปะของตัวแทน 300 คน จากพรรคการเมืองทั้งหมดและองค์กรทางด้านทหารของรัฐ ที่นี่ ตัน มะละกา ได้มีส่วนร่วมในการปราศรัยในการจัดตั้งแนวคิดเรื่อง Persatuan Perdjuangan ต่อมาอีก 10 วัน ที่สุราการ์ตา โดยมีผู้แทนจากองค์กรต่างๆ อย่างมากมายมาร่วมงานปราศรัยครั้งนี้ด้วย ตัน มะละกา เรียกมันว่า “ความมั่นคงทางการเมือง”, “ความเป็นปึกแผ่น”, “การต่อสู้เพื่ออิสรภาพ”, “การเลิกล้มพรรคการเมือง” นี่เป็นจุดสิ้นสุดทั้งหมดทางการเมืองในขณะนั้น และเริ่มต้นต่อกรกับดัทช์ และยึดทรัพย์สิ้นทั้งปวงที่เป็นของชาวต่างชาติ
บทบาทในการปฏิวัติ (1945-1949)
ในเดือนสิงหาคม ปี 1945 หลังจากญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงคราม ซึ่งเป็นการจบสิ้นสงครามโลกครั้งที่สอง และหลังจากการประกาศเอกราชของอินโดนีเซีย ตัน มะละกาได้ออกจากบายะห์ Bayah และกลับไปใช้ชื่อจริงของเขาเป็นครั้งแรกในช่วงเวลา 20 ปี การเดินทางของเขาจากจาการ์ตาไปยังหมู่เกาะต่างๆ ทำให้เชื่อมั่นว่า ซูการ์โนและฮัตตา ผู้ที่ประกาศเอกราชและถูกถือว่าเป็นผู้นำแห่งชาติอินโดนีเซียโดยญี่ปุ่นนั้น มีแนวโน้มที่จะประนีประนอมกับดัตช์ที่พยายามจะคงอำนาจของตนเหนือหมู่เกาะอินโดนีเซียต่อไป
ในขณะที่จุดยืนของคนอินโดนีเซียส่วนใหญ่ปรารถนาที่จะต่อสู้เพื่อเอกราชอย่างสมบูรณ์โดยทันทีทันใด แต่ไม่ได้รับการสนับสนุนโดยซูการ์โนโดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงแรกๆ ของการปฏิวัติแห่งชาติอินโดนีเซียหนทางที่ตัน มะละกา เลือกทำในสภาวการณ์เช่นนี้ คือ การก่อตั้งสหภาพการต่อสู้ (Persatuan Perjuangan-Struggle Frot หรือ United Action) ซึ่งเป็นการรวมตัวของกลุ่มต่างๆ ประมาณ 140 กลุ่ม แต่ไม่รวมพรรค PKI สหภาพนี้ได้ถูกก่อตั้งอย่างเป็นทางการในการประชุมที่สุราการ์ตา (โซโล) ในกลางเดือนมกราคม ปี 1946 และได้ประกาศว่ามีเพียงเอกราชแบบสมบูรณ์เท่านั้นที่เป็นที่ยอมรับได้ ซึ่งรัฐบาลต้องเชื่อฟังความปรารถนาของประชาชน และทรัพย์สินทุกอย่างทั้งอุตสาหกรรมและการเกษตรที่เป็นของต่างชาติจะต้องทำให้เป็นของอินโดนีเซีย ตัน มะละกา เสนอว่ารัฐบาลไม่ควรจะเจรจาอะไรทั้งสิ้นกับดัตช์จนกว่ากองกำลังต่างชาติจะถูกถอกถอนออกจากอินโดนีเซียทั้งหมด เพราะเขาเชื่อมั่นว่าการเจรจาครั้งนี้อินโดนีเซียจะเสียเปรียบและไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้อำนาจอันเหนือกว่าอยู่แล้วสหภาพการต่อสู้ได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากประชาชน และได้รับการสนับสนุนจากกองทัพสาธารณรัฐที่มีนายพลซูดีรมันเป็นผู้นำในขณะนั้น เป็นผู้ให้การสนับสนุนสหภาพอย่างแข็งขัน ในเดือนกุมพาพันธ์1946 จึงได้บีบบังคับให้นายซูตัน ซาร์รี ลาออกจากตำแหน่งการเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของอินโดนีเซีย ซึ่งเขาได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ในการเจรจากับดัตช์ ระหว่างนั้นซูการ์โนได้ปรึกษาหารือกับ ตัน มะละกา เพื่อหาฐานเสียงสนับสนุนจากเขา ซึ่งเชื่อว่าจะได้รับการสนับสนุนอย่างล้นหลามจากกลุ่มที่สนับสนุนตัน มะละกา ทั้งนี้โดยดูจาก
1. ชื่อเสียงของตัวเขาเอง การดึงดูดความสนใจทางการเมืองและการสนับสนุนทางด้านสังคม ซึ่งจะทำให้ตัวเขาเป็นแกนนำขององค์กร สร้างพลังคนหนุ่มสาวได้ เช่น Sukarni, Adam Malik, Chairul Saleh, Pandu Wiguna, และ Maruto Nitimihardjo
2. การคัดค้าน ซูตัน ซาห์รีร์ เห็นใจผู้ที่ต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของญี่ปุ่น การทำงานที่เกี่ยวข้องกับญี่ปุ่น ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก ค.ร.ม. ที่ถูกไล่ออกโดยซูการ์โน โดยเสนอให้หันมาร่วมมือกับฝ่ายซ้าย ตัน มะละกาและคณะ พวกเขาตั้งอยู่บนแนวคิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีที่สุด คือ การเอาอำนาจกลับมา คนจำนวนมากที่ทำงานอยู่ภายใต้มือและเท้าของญี่ปุ่น เช่น พวกทหาร, ผู้นำ, ผู้บริหารระดับสูง ใครซึ่งรู้สึกไม่ปลอดภัย ไม่มั่นคงในตำแหน่งของตนเอง รู้สึกคัดค้านกับการร่วมมือกับศัตรูชาวต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังการถูกไล่ออกจากค.ร.ม. โดยซูการ์โน และการโค่นล้มกลุ่มของ Sjahrir ซึ่งตัน มะละกาเชื่อว่าตนจะทำให้พวกเขามั่นใจและปลอดภัยมากกว่า
3. การเป็นนักชาตินิยมที่แท้จริง ซึ่งมีความยากลำบากเพื่อประชาชนเป็นจำนวนมาก พวกนี้จะสนับสนุนทางการในการเจรจากับดัทซ์ให้มอบเอกราชให้แก่อินโดนีเซีย
ในระยะเวลาอันสั้นนี้ การสนับสนุนของพรรคสังคมนิยม และ Pesindo จะตั้งอยู่บนแนวคิดแห่งการกระตุ้นประชาชนให้รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และทั้งหมดก็เป็นแนวคิดของตัน มะละกาและพรรคพวกของเขานั่นเอง จนกระทั่งในเดือนกุมภาพันธ์ เป้าหมายการเผยแพร่แนวคิดของเขาได้แสดงออกมากขึ้น และครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางขึ้น เขานำเสนอรายการและความต้องการของประชาชนที่จะโค่นล้มรัฐบาล และนี่ก็ถือว่าเป็นตัวอย่างของผู้นำที่กล้าหาญ เป็นเครือข่ายผู้สนับสนุนที่ถือว่าเป็นตัวอย่างของการเรียกร้องเอกราชอีกกลุ่มหนึ่งการเริ่มต้นของการปฏิวัติของกลุ่ม PNI ในวันที่ 29-31 มกราคม 1946 หลายๆ องค์กรทางการเมืองเริ่มกระตุ้นสมาชิกพรรค KNIP และกระตุ้นให้คณะรัฐมนตรีเปลี่ยนข้อตกลงทางการเมืองที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเปรียบเสมือนอำนาจทางการเมือง ความแตกต่างระหว่างความจริงกับสิ่งที่นำเสนอสู่สายตาประชาชน และวันที่ 16 เดือนกุมภาพันธ์ คณะกรรมการการปฏิบัติงานก็ได้ทำตามแนวคิดนี้ที่ได้รับการสนับสนุน นำเสนอความจริงที่สำคัญเกี่ยวกับพื้นที่นั้นๆ ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของดัตซ์ และอังกฤษ และเสนอสิ่งที่บกพร่องของผู้นำรัฐบาลชุดก่อนกระทำนั่นก็คือ ไม่ได้ไตร่ตรองดูวัตถุประสงค์ของการเลือกตั้ง และการท้าทายของพรรค PP ทั้งหมดนี้เป็นทั้งหมดของแนวคิดกลุ่มเพื่อนำไปสู่อำนาจของประชาชน การเรียกร้องอำนาจของประชาชน ในความเป็นจริงแล้ววัตถุประสงค์หลักที่ตัน มะละกา ต้องการเป็นเจ้าของการเลือกตั้งนี้ก็คือ ต้องการเอาอำนาจทั้งหมดมาจากรัฐบาลชุดก่อนนั่นเอง การไม่สามารถเปลี่ยนองค์ประกอบโครงสร้างทางอำนาจของ KNIP และตัวแทนคณะกรรมการการทำงาน ผู้นำ PP หลังจากที่ถูกผลักดันให้เป็นแกนนำในการไล่คณะรัฐมนตรีชุดนี้ออก และแทนที่โดยรัฐบาลผสม ที่มีเครือข่ายประชาชนสนับสนุนอยู่ซึ่งพวกเขาต้องการอำนาจนี่เป็นบทสรุปของการโต้แย้ง “ชาติเดียว ” ซึ่งมีประชาชนเป็นผู้สนับสนุน ในการกดดัน ซูการ์โน และในที่สุด ผู้นำ PP ก็ทำให้เกิดการลาออกของ ซูการ์โน ในวันที่ 28 กุมภา 1946
สำหรับสิ่งที่เกิดขั้นในเวลานี้ ตัน มะละกา และผู้นำคนอื่นๆ ของ PP ได้รับคือ ชัยชนะ และประสบความสำเร็จในการโค่นล้ม และเข้ามาแทนที่ ซูการ์โน ต่อมาไม่นานเกิดความขัดแย้งและความแตกแยกของกลุ่ม ผู้นำแย่งชิงตำแหน่ง การเล่นเส้นเล่นสายวงใน ความสนใจในสังคมที่แตกต่างกัน การต่อต้านมาร์กซิสต์ของมุสลิม นักอนุรักษ์นิยม พวกเจ้าขุนมูลนาย และชาตินิยมคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะความทะเยอทะยานของแต่ละคนนำมาซึ่งการแก่งแย่ง แข่งขันกัน นำไปสู่การไม่ลงรอยกันในที่สุด
แต่อย่างไรก็ตาม ตัน มะละกาไม่สามารถที่จะประสานขั้วการเมืองต่างๆ ภายในสหภาพได้ ส่งผลให้นายซูตัน ซาร์รี มีโอกาสทางการเมืองในการกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีของอินโดนีเซียได้อีกครั้ง สหภาพกรต่อสู้ได้ตอบโต้อย่างหนักหน่วงจากความพ่ายแพ้ครั้งนี้ โดยการไม่สนับสนุนรัฐบาลสาธารณรัฐและต่อต้านการเจรจาใดใดก็ตาม ซึ่งจากการต่อต้านการเจรจา ทำให้รัฐบาลซูการ์โนทำการจับกุมผู้นำต่างๆ ของสหภาพ รวมถึงตัน มะละกาด้วย หลังจากติดคุกและได้รับการปลดปล่อยในปี 1948 เขาเดินทางไปยอกยาการ์ตา และได้สร้างพรรคใหม่มีชื่อว่า Partai Murba-Proletarian Party แต่พรรคการเมืองใหม่นี้ไม่สามารถดึงฐานมวลชนให้สนับสนุนเขาเหมือนครั้งที่ได้รับตอนช่วงก่อตั้งสหภาพการต่อสู้ เมื่อดัตช์ captured รัฐบาลแห่งชาติในเดือนธันวาคม 1948 เขาได้หนีไปยังชนบทของชวาตะวันออก ที่ซึ่งเขาหวังว่าเขาจะได้รับการคุ้มกันโดยกองกำลังกองโจรที่ต่อต้านสาธารณรัฐ แต่อย่างไรก็ตามเขาถูกจับโดยกองกำลังสาธารณรัฐ และถูกตัดสินประหารชีวิต เมื่อวันที่ 19 กุมพาพันธ์ 1949
บรรณนานุกรม
ภูวดล ทรงประเสริฐ, อินโดนีเซีย อดีตและปัจจุบัน, กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2547. สำนักวิชาศิลปศาสตร์ (ภูมิภาคศึกษา), ศิลปศาสตร์สำนึก 6: 15 (มิถุนายน 2549). Tan Malaka, Dari Penjara ke penjara (1), Jakarta: TePLOK PRESS, 2000. http://www24.brinkster.com/indomarxist/0000011.htm เปิดอ่านวันที่ 19 สิงหาคม 2549 http://id.wikipedia.org/wiki/Tan_Malaka เปิดอ่านวันที่ 20 สิงหาคม 2549 http://www.hamline.edu/apakabar/basisdata/1997/12/09/0060.html เปิดอ่านวันที่ 1 กันยายน 2549 http://www24.brinkster.com/indomarxist/00000067.htm เปิดอ่านวันที่ 1 กันยายน 2549
ศิลปศาสตร์สำนึก 6: 15 (มิถุนายน 2549), หน้า 42 อ้างแล้ว: หน้า 43TAN MALAKA (1897-1949) เข้าถึงได้จากเว็บไซต์ http://www24.brinkster.com/indomarxist/0000011.htm เปิดอ่านวันที่ 19 สิงหาคม 2549TAN MALAKA: MANIFESTO JAKARTA เข้าถึงได้จากเว็บไซต์ http://www24.brinkster.com/indomarxist/00000067.htm เปิดอ่านวันที่ 1 กันยายน 2549อ้างแล้วจากเว็บไซต์ http://www24.brinkster.com/indomarxist/0000011.htm
อ้างแล้วใน ศิลปศาสตร์สำนึก 6: 15 (มิถุนายน 2549), หน้า 43
Tan Malaka, Dari Penjara ke penjara (จากคุกสู่คุก), Jakarta: TePLOK PRESS, 2000.
อ้างแล้วใน Tan Malaka, Dari Penjara ke penjara
Tan Malaka: Pejuang Revolusioner yang Kesepian (3) เข้าถึงได้จากเว็บไซต์
http://www.hamline.edu/apakabar/basisdata/1997/12/09/0060.html เปิดอ่านวันที่ 1 กันยายน 2549
ภูวดล ทรงประเสริฐ, อินโดนีเซีย อดีตและปัจจุบัน, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2547). หน้า 251
อ้างแล้วใน ภูวดล, หน้า 251
การเลือกตั้งเปรียบเสมือนน้ำ
| การเลือกตั้งเปรียบเสมือนน้ำ | ||
| โดย มานูแอล เกซอน ที่สาม | ||
|
Translated by Amornrat Roque
สำหรับคนเป็นจำนวนมากเหลือเกินที่ไม่ได้มีความทรงจำแต่หนหลังใดๆ เกี่ยวกับชีวิตช่วงก่อนยุคที่ฟิลิปปินส์จะประกาศกฎอัยการศึกแล้ว การเลือกตั้งเป็นเหมือนกับน้ำ เป็นสิ่งที่หากขาดเสียแล้วก็เหมือนกับการเมืองสิ้นชีวิตไปด้วย การเลือกตั้งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับร่างกายการเมือง เช่นเดียวกับที่น้ำเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับร่างกายมนุษย์ ในบรรดาคนรุ่นปู่ย่าตายายการเลือกตั้งก็เป็นเสมือนน้ำเช่นกัน ต่างกันแต่เพียงว่าคนรุ่นนั้นจะมองวัฒนธรรมทางการเมืองของฟิลิปปินส์ในปัจจุบันเป็นดั่งทะเลทรายที่แห้งผาก ท่านผู้เฒ่าเหล่านี้จะถวิลหายุคที่ภูมิรัฐศาสตร์ดารดาษไปด้วยทุ่งหญ้าเขียวขจีแห่งอุดมการณ์ที่บานสะพรั่ง หอมอบอวลไปด้วยคุณธรรมในหมู่ท่านผู้นำและชนชั้นปกครองของประเทศ ตัดขาดไปไกลจากภาพอันน่าสะพรึงกลัวของประเทศที่แทบจะขาดวิ่นสิ้นไปในช่วงของการเลือกตั้งและช่วงหลังจากการเลือกตั้งฉะนั้น
การเลือกตั้งเป็นเหมือนน้ำ เป็นเครื่องชะล้างกายาแห่งการเมืองให้สะอาดหมดจด คณะผู้บริหารทุกคณะมักกลายสภาพเป็นคอกม้าหมักหมมโสมม และก็คะแนนเสียงที่ไหลหลั่งพรั่งพรูซึ่งมีการกำกับให้เข้าช่องเข้าทางเป็นสายน้ำสายเดียวนี้แหละที่จะชำระล้างคอกม้าที่โสโครกนั้นให้สะอาดขึ้นได้
ในปีค.ศ. 1935 (พ.ศ. 2478) เมื่อฟิลิปปินส์มีการเลือกตั้งเป็นครั้งแรก ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งหนึ่งในสามเต็มๆ ที่เดียวที่ไม่สนใจจะออกมาใช้สิทธิ์ และในตอนนั้นคนที่มีสิทธิ์เลือกตั้งมีถึงหนึ่งล้านห้าแสนคน เป็นชายล้วน และเป็นคนที่รู้หนังสือกันทุกคน ตอนนั้นคนฟิลิปปินส์กำลังใจจดใจจ่อรอการปกครองตนเองเพื่อเตรียมประเทศสำหรับเอกราชเต็มรูปแบบ(ผู้แปล — หลังจากตกเป็นเมืองขึ้นของสเปนมา 333 ปี คือตั้งแต่ ค.ศ. 1565-1898 และเปลี่ยนมือมาอยู่ใต้การปกครองของสหรัฐอเมริกาจนได้รับเอกราชในปี ค.ศ.1946) ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่บรรดาคนที่มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งควรจะกระตือรือร้นออกมาใช้สิทธิ์กัน ออกมามีส่วนร่วมในการสร้างรากฐานแห่งรัฐชาติของชาวฟิลิปปินส์ด้วยกันเองในอนาคต ทว่า คนเป็นจำนวนมากกลับไม่สนใจ และเหตุผลที่ไม่สนใจก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องแปลกอันใด ก็ด้วยตัวเลือกในขณะนั้นมีจำกัด ตอนนั้นผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งมีอยู่ด้วยกันเพียงสามคน และหนึ่งในสามนั้นก็ได้คะแนนนิยมท่วมท้น ผลการเลือกตั้งจึงเป็นสิ่งที่สรุปได้ล่วงหน้าอยู่แล้ว และในเมื่อทุกอย่างดูเหมือนกำลังจะเป็นไปด้วยดีเช่นนี้ หนึ่งในสามของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งจึงไม่เห็นว่าเหตุใดจึงต้องออกไปลงคะแนนด้วย ครั้งนั้นมานูแอล แอล เกซอนชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลายกลายเป็นประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์ไปด้วยคะแนนเสียงร้อยละ 68 เมื่อเทียบกับผู้สมัครอีกสองคนคือ เอมิลิโอ อากินัลโดและเกร็กกอริโย อากลิไปซึ่งไม่มีผู้ใดในสองคนนี้ที่สามารถทำคะแนนได้แม้เพียงร้อยละ 18 ก็ยังไม่ถึงสักคน ในปีค.ศ. 1941 (พ.ศ. 2484) ได้มีการผนวกเอาผู้หญิงเข้ามาอยู่ในกลุ่มผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งด้วย กระนั้น ผลการลงคะแนนก็ยังออกมาเหมือนเดิม นั่นคือหนึ่งในสามของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงไม่เห็นว่ามีเหตุผลอันใดที่จะออกมาใช้สิทธิ์ลงคะแนน กระนั้น นายเกซอนผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสมัยที่สองก็ชนะการเลือกตั้งไป ครั้งนี้ด้วยคะแนนเสียงร้อยละ 81
ในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย คนฟิลิปปินส์มักจะชอบอิจฉาการเลือกตั้งที่มีคนออกมาใช้สิทธิ์มากกว่าร้อยละ 66 ของผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนทั้งหมดซึ่งนั่นก็เป็นประวัติการณ์แล้ว ในสหรัฐอเมริกา แม้ว่าการเลือกตั้งของสหรัฐฯ จะเป็นตัวกำหนดไม่เฉพาะทิศทางของประเทศตนเท่านั้นหากยังมีอิทธิพลอย่างมากในการกำหนดทิศทางในส่วนอื่นๆ ของโลกด้วย แต่สหรัฐฯ ก็มักจะให้คนในสัดส่วนน้อยกว่าจำนวนประชากรของประเทศมากมายนักเป็นผู้มีสิทธิ์ในการเลือกตั้ง สำหรับประชาธิปไตยในฟิลิปปินส์ช่วงที่เรียกได้ว่าบ้านเมืองสงบราบคาบก่อนเกิดสงครามนั้น การออกมาใช้สิทธิ์สะท้อนให้เห็นลักษณะของประชาธิปไตยแบบฟิลิปปินส์ กล่าวคือคนฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับกระบวนการการออกเสียงเลือกตั้งเป็นอย่างมากเสมอมา แต่ทว่า สภาพที่เจนตาในวงการการเมืองและการพัฒนาประเทศกลับต้องพบกับเหตุการณ์ไม่คาดคิด และความผิดหวังเป็นระลอกจนเกิดเป็นรอยแผลฉกรรจ์ขึ้นกับประเทศฟิลิปปินส์ แผลอันเกิดขึ้นพร้อมกับสงครามโลกครั้งที่สอง
ในระหว่างช่วงปี 1941 และ 1946 (ผู้แปล — ขณะนั้นเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง หลังจากญี่ปุ่นทิ้งระเบิดที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ในปี 1941 ได้สองวันก็บุกเข้าฟิลิปปินส์และรบกับกองทัพฟิลิปปินส์-สหรัฐอเมริกา จนได้ชัยชนะเข้ายึดครองฟิลิปปินส์ได้ตั้งแต่ปี 1942 ถึงปี 1945 เป็นการยึดครองที่เหี้ยมโหดจึงทำให้มีขบวนการใต้ดินในฟิลิปปินส์ที่ยังติดต่อสนับสนุนกองทัพสหรัฐอเมริกาที่ถอยไปตั้งหลักในออสเตรเลีย) ฟิลิปปินส์มีผู้นำรัฐบาลถึงหกคน ได้แก่ มานูแอล แอล เกซอน(2 สมัย — ผู้แปล ) ฮอร์เฮ วาร์กัส โฮเซ พี เลาเรล แซร์ฮิโย ออสเมเนีย และ มานูแอล โรฮัส ในช่วงเวลาห้าปีนี้ มีประธานาธิบดีอยู่สองคนที่แย่งตำแหน่งผู้นำโดยชอบธรรมของประเทศกัน(เลาเรลซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยญี่ปุ่นในฟิลิปปินส์ขณะนั้น และเกซอนตามมาด้วยออสเมเนียซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาในฐานะรัฐบาลพลัดถิ่น) การจะเข้ากับฝ่ายใดมิใช่เรื่องทางการเมืองอีกแล้ว แต่เป็นเรื่องของการนองเลือด ขณะนั้นมีทั้งพวกที่เข้ากับพวกญี่ปุ่นที่คนฟิลิปปินส์เรียกอย่างเกลียดชังว่าเป็นพวกสมรู้ร่วมคิด หรือ collaborators และพวกกลุ่มกองโจรที่ต่อต้านญี่ปุ่น มีทั้งเจ้าหน้าที่รัฐบาลพลัดถิ่นและเจ้าหน้าที่รัฐบาลบนเขา มีทั้งเจ้าหน้าที่รัฐที่มะนิลาผู้แอบอ้างว่าตนเป็นสมาชิกลับของกลุ่มกองโจรและเจ้าหน้าที่รัฐที่สนับสนุนญี่ปุ่นโดยเปิดเผย
การสิ้นสุดลงของสงครามโลกครั้งที่สองและการเลือกตั้งระดับชาติที่จัดให้มีขึ้นเป็นครั้งแรกหลังการบอบช้ำจากสงครามเป็นจุดเริ่มต้นให้กับการเลือกตั้งแบบที่ฟิลิปปินส์รู้จักกันในปัจจุบัน การอวดอ้างคุณธรรมทางการเมืองที่เคยพยายามฟูมฟักกันมาตั้งแต่ครั้งก่อนสงครามนั้นยากที่จะเก็บรักษาให้คงอยู่ต่อไปได้ในประเทศซึ่งการเลือกตั้งได้กลายเป็นเรื่องของความเป็นความตายไปเสียแล้ว ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง การเลือกตั้งเปรียบเหมือนน้ำ มีนัยอันศักดิ์สิทธิ์อยู่ ประหนึ่งผู้นำได้รับการเจิมสถาปนาจากประชาชนของตนเอง มาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง การเลือกตั้งก็ยังเปรียบเหมือนน้ำอยู่ มองกันว่าการเลือกตั้งนอกจากจะเป็นเครื่องมือในการชะล้างความสกปรกโสมมให้หมดจดแล้วยังเป็นสิ่งจำเป็นมูลฐานของการอยู่รอดด้วย ผู้ออกเสียงแตกเป็นหลายฝ่ายหลายพวก ทั้งฝ่ายกองโจร กองโจรกำมะลอ กลุ่มผู้สมรู้ร่วมคิดขนาดแท้และกลุ่มผู้ถูกกล่าวหาโดยไม่เป็นธรรม พวกกลุ่มเจ้าของที่ดินที่พากันหนีออกจากอสังหาริมทรัพย์ของตนไปซุกอยู่หลังคมอาวุธของญี่ปุ่น (แล้วตอนนี้กลับมาอยู่ฝ่ายอเมริกาเพื่อเอาชีวิตรอด) และพวกชาวไร่ชาวนาที่มีเรื่องให้บ่นอยู่เป็นนิจไม่ว่าในสถานการณ์ใด พวกนี้แหละเป็นพวกที่รอดอยู่ได้ มาบัดนี้ได้กลายเป็นพวกที่มีส่วนได้ส่วนเสียสำคัญในผลของการเลือกตั้ง
ในการเลือกตั้งปี 1946 (พ.ศ. 2489) ทั้งสมาชิกกองโจรตัวจริง พวกกลุ่มหัวรุนแรง และบรรดาผู้นำที่ถูกกำราบอย่างไม่ไว้หน้าในช่วงสองทศวรรษที่เกซอนเรืองอำนาจในประเทศอยู่ได้สู้กันสุดฤทธิ์เพื่อจะได้โอกาสออกมาผงาดบ้าง โรฮัสได้รับการสนับสนุนทางการเมืองจากกลไกพรรคเกซอนซึ่งไม่ได้รับการยอมรับอย่างเปิดเผย มีทั้งพวกกองโจร และพวกสมรู้ร่วมคิด..แต่ที่สำคัญที่สุดเห็นจะเป็นกลุ่มคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นกลุ่มผู้สมรู้ร่วมคิด สำหรับคนกลุ่มนี้แล้วชัยชนะทางการเมืองเป็นหนทางเดียวในการกู้ชื่อเสียงและหลุดพ้นจากความอัปยศ ทั้งสองฝ่ายพยายามจะชนะใจชาติที่แร้นแค้นและต่างมองเอกราชด้วยอารมณ์ที่ก้ำกึ่งกันทั้งตื่นเต้นและพรั่นพรึง ถูกเหตุการณ์บังคับให้เห็นปี 1946 เป็นปีที่สิ่งที่ฟูมฟักมาตั้งแต่สมัยก่อนสงครามจะบรรลุผลเสียที แต่ต้องพบว่าธงแห่งเอกราชกลับโบกสะบัดอยู่เหนือซากปรักหักพังเหม็นคลุ้งตลบไปด้วยกลิ่นของความตายและซากศพที่เน่าเปื่อย (ผู้แปล – เมื่อโรฮัสขึ้นมาดำรงตำแหน่ง สงครามเพิ่งยุติ คนฟิลิปปินส์เสียชีวิตไปในระหว่างสงครามมากกว่า 1.1 ล้านคน ประเทศต้องรับภาระหนี้เงิน”อุดหนุน” เพื่อการบูรณะประเทศจากสหรัฐฯ ที่คิดดอกเบี้ยสูงมาก ครั้งนั้นหนึ่งในสามของโรงเรียนและมหาวิทยาลัยถูกทำลายย่อยยับ)
ชาติที่แห้งเกรียม เกรียมจริงๆ เสียด้วย ชาติที่เต็มไปด้วยซากเมืองที่ปรักหักพัง มีพลเมืองที่ถูกทำลายย่อยยับ ชาติที่อุดมคติของชาติพังยับไปกับสงคราม ชาตินี้แหละมองการเลือกตั้งเหมือนกับน้ำ เหมือนกับเป็นการต่อสู้ของประชาชนที่เหือดแห้งแย่งน้ำกัน การต่อสู้ในการเลือกตั้งจึงดุเดือด แม้ว่าในปี 1946 (พ.ศ. 2489) จะไม่มีการเทคะแนนเหมือนเมื่อในอดีตแต่ก็ยังมีคะแนนเสียงข้างมากให้เห็น และมีแม้แต่การซื้อเสียง มีการกล่าวหาเรื่องการโกงคะแนนเสียง มีเรื่องความรุนแรงที่เกี่ยวโยงกับการเลือกตั้งในระดับที่หากเป็นเมื่อก่อนคงไม่มีใครคิดว่าจะเกิดขึ้นได้ สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายยิ่งขึ้นในปี 1949 (พ.ศ. 2492) เมื่อแอลปิดิโย คิริโนชนะการเลือกตั้งอย่างสกปรกฉาวโฉ่ตะลึงกันไปทั่วโลก มีทั้งการปลุกคนตายให้ลุกขึ้นมาออกเสียงได้ กล่าวกันว่าเกณฑ์แม้ ”ดอกไม้และฝูงปลา” ให้มาลงคะแนนได้ และแล้วในปี 1953 (พ.ศ. 2496) น้ำบ่าที่ตั้งตารอกันมานานก็มาถึงเมื่อรามอน แมกไซไซ หนุ่มบุคลิกมัดใจคนก็สามารถลบสถิติการเลือกตั้งในปี 1935 ของเกซอนได้ด้วยคะแนนเสียงร้อยละ 68.9 ของผู้ที่มาใช้สิทธิ์ทั้งหมด
แต่พอถึงปี 1957 (พ.ศ. 2500) เมื่อแมกไซไซเสียชีวิต ผู้รับตำแหน่งต่อจากเขาคือ คาลอส พี การ์เซีย ซึ่งได้รับเลือกขึ้นมาจากกลุ่มผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้งสิ้นเจ็ดคนโดยได้คะแนนเสียงเพียงร้อยละ 41.30 ของผู้มาออกเสียงทั้งหมด นับเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงที่เหนือกว่าคู่แข่งขัน แต่คะแนนที่ได้น้อยกว่าร้อยละห้าสิบ และเป็นจุดเริ่มต้นของระบบการเมืองของพิลิปปินส์ในปัจจุบัน ประเทศไม่ได้มีแต่ผู้นำที่มีพรสวรรค์และบุคลิกมัดใจคน ทำงานหนักและวางหมากอย่างเหี้ยมหาญแบบเกซอนหรือมีพรสวรรค์อย่างแท้จริงและมีบุคลิกที่มัดใจคนมากขึ้นไปอีกแบบแมกไซไซเสมอไปมากุมชะตาชีวิตของประเทศ ตรงกันข้าม ผู้นำส่วนใหญ่มีแต่พวกน่าเบื่อ ฉ้อฉลแต่ก็ไม่เฉียบแหลมโดดเด่นแต่อย่างใด และไม่มีทางมีผู้ใดเลยสักคนที่จะมายืนยงจรัสแสงกว่าผู้อื่นได้
นั่นยังไม่รวมเรื่องที่ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งเริ่มไม่อยากออกเสียง ผิดกับสมัยที่นักการเมืองเก็บตัวและมองการทำตัวเด่นในสังคมเป็นเรื่องน่าอายที่นักการเมืองไม่พึงกระทำ และยังมีเรื่องการเปลี่ยนรสนิยมและความคาดหวังจากนักการเมืองยุคก่อนสงครามที่เหนื่อยหน่ายและเรียกได้ว่าศีลธรรมติดลบไปสู่นักการเมืองยุคใหม่ที่ยังหนุ่มแน่นและกร่าง เป็นคนรุ่นที่ร่วมรบในสงครามหรือเติบโตมาในช่วงสงคราม ไหนจะเรื่องที่อำนาจประธานาธิบดีเริ่มเสื่อมถอยไปพร้อมๆ กับกลไกทางสถาบันต่างๆ เช่น การลงคะแนนเสียงเป็นกลุ่ม (ผู้แปล — Block voting เป็นการออกเสียงที่สมาชิกกลุ่มสังคมหนึ่งๆ จะเทคะแนนให้ผู้สมัครที่กลุ่มสังคมของตนสนับสนุน เช่น คาทอลิกทุกคนเลือกเบอร์ 3 เป็นต้น) แบบที่ประธานาธิบดีเกซอนริเริ่มไว้อย่างดีและที่ประธานาธิบดีแมกไซไซใช้บุคคลิกส่วนตัวจับไว้ใช้ได้อย่างอยู่หมัด และผลก็ออกมาเป็นดังนี้
กาเซียเป็นประธานาธิบดีที่ไร้ซึ่งคุณสมบัติพื้นฐานหลายประการในการครองใจคนซึ่งประธานาธิบดีคนก่อนมี กาเซียเป็นประธานาธิบดีที่เกิดและโตมาจากพรรคการเมือง พรรคที่เพื่อนสมาชิกพรรคได้ยกเลิกระบบลงคะแนนเป็นกลุ่มซึ่งเป็นหลักประกันสำคัญของการลงคะแนนแบบเน้นพรรค เป็นประธานาธิบดีที่สืบทอดการค่อยๆ ริดรอนสิทธิ์อันพึงมีของประธานาธิบดีในการแต่งตั้งรัฐบาลท้องถิ่นซึ่งเป็นกระบวนการที่เริ่มขึ้นในสมัยประธานาธิบดีคิริโน ด้วยความที่คิริโนเป็นประธานาธิบดีที่กุมอำนาจโดยไม่มีพรสวรรค์ด้านการเมือง เป็นนักการเมืองแบบโบราณสมัยหลังจากที่แมกไซไซได้ทำลายอำนาจนักการเมืองแบบโบราณที่ได้รับเลือกตั้งด้วย plurality vote เพียงเพราะสามารถสั่งตัวแทนให้สั่งผู้มีสิทธิ์ออกเสียงลงคะแนนให้ตนได้ เป็นคนที่พูดภาษาสเปน และแต่งตัวเชยๆ ในวันรับตำแหน่งประธานาธิบดีในขณะที่ผู้ออกเสียงหวังว่าจะได้เห็นเขาในชุดพื้นบ้านอย่างเสื้อบารองตากาล็อก (ผู้แปล – ชุดประจำชาติฟิลิปปินส์ตัดด้วยผ้าใยสับปะรด) ที่ประธานาธิบดีแมกไซไซผู้ล่วงลับใส่มากกว่า ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงกลุ่มนี้เป็นพวกที่พร้อมจะสนับสนุนวุฒิสมาชิกโรเฮลิโอ เด ลา โรซาผู้ซึ่งคุณสมบัติเดียวที่มีคือความเป็นดารา กาเซียเป็นประธานาธิบดีที่ผู้ที่ออกเสียงให้หวังว่าจะเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองและมีสีสันอย่างเกซอนหรือแมกไซไซ
แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าเกซอนไม่มีสิ่งใดเหมือนท่านทั้งสองนั้นเลย ที่กาเซียเป็นหรือที่เขาพูดว่าตัวเองเป็นก็คือเขา “ไม่ใช่คนโง่” และมีอยู่อย่างหนึ่งที่เกซอนและผู้ที่มารับตำแหน่งต่อจากเขาพิสูจน์ให้เห็นก็คือ พวกเขาฉลาดพอที่จะเข้าใจกลไกของอำนาจพอที่จะได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี
ภาพของการเป็นประธานาธิบดีที่คนส่วนมากเห็น ทั้งในหมู่คนที่ออกเสียงและนักการเมืองที่ต้องการได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีเป็นภาพที่ถูกบดบังรัศมีด้วยภาพพจน์ของประธานาธิบดีที่ยิ่งใหญ่ในอดีตซึ่งในขณะที่เป็นประธานาธิบดีไม่มีประธานาธิบดีในยุคปัจจุบันผู้ใดสามารถ (แม้จะพยายามแล้ว พยายามแล้วจริงๆ) บริหารประเทศได้อย่างทรงอำนาจและเปี่ยมประสิทธิภาพทัดเทียมประธานาธิบดีในอดีตได้ กลไกต่างๆ ไม่ว่าจะทางกฎหมายหรือทางระบบงานที่จะอำนวยให้ทำสำเร็จก็ไม่ได้มีอยู่เสียด้วย แต่ความคาดหวังในตัวประธานาธิบดีนั้นยังคงเหมือนเดิมในหมู่คนที่มาลงคะแนนเลือก ความทะยานอยากได้เป็นประธานาธิบดีในหมู่นักการเมืองก็ยังสูงอยู่เช่นเดิม และความสนใจในการเลือกตั้งในหมู่ประชาชนก็ยังคงเข้มข้นเหมือนเดิมเหมือนที่เป็นมาตั้งแต่ครั้งปี 1946 (พ.ศ. 2489) โดยเฉพาะหลังจากการพุ่งขึ้นมาครองอำนาจช่วงสั้นๆ ของแมกไซไซ กาเซียต้องเสียตำแหน่งให้กับดีออสดาโด มากาปากัล ด้วยเหตุผลอย่างเดียวกันกับที่คิริโนเสียตำแหน่งให้กับแมกไซไซ ทว่าน่าเสียดายที่มากาปากัลกลับไม่มีคุณสมบัติพอที่จะบริหารงานในฐานะประธานาธิบดีได้ ในการเลือกตั้งปี 1965 (พ.ศ. 2508) จึงเสียตำแหน่งให้กับเฟอร์ดินันด์ อี มาร์กอสผู้ที่ท้ายที่สุดไม่อาจเห็นหนทางอื่นที่จะมีอำนาจที่กระหายอยากได้และสามารถรั้งตำแหน่งที่ไม่มีความประสงค์จะยกให้ผู้ใดอื่นไปได้นอกจากการยกเลิกระบบประธานาธิบดีเสียทั้งระบบ (ผู้แปล — มาร์กอสประกาศกฏอัยการศึกในปี1972 หรือพ.ศ. 2515 เพื่อจะได้อยู่ในอำนาจได้ต่อไป เพราะตามรัฐธรรมนูญฟิลิปปินส์ ตนไม่สามารถลงเลือกตั้งเป็นสมัยที่สามได้)
ในปี 1969 (พ.ศ. 2512) มาร์กอสได้คะแนนเสียงร้อยละ 61 ซึ่งทำให้เป็นประธานาธิบดีที่ได้คะแนนเสียงสูงสุดเป็นอันดับที่สี่ในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งของฟิลิปปินส์ และเป็นประธานาธิบดีคนเดียวที่อยู่ในตำแหน่งจนครบวาระถึงสองสมัย และเช่นเดียวกับประธานาธิบดีเกซอนที่ได้เริ่มเปลี่ยนระบบให้ง่ายต่อการบริหารควบคุม มาร์กอสก็เช่นกัน เพียงแต่มาร์กอสเปลี่ยนระบบเป็นอีกระดับหนึ่งที่อาจหาญกว่า ประธานาธิบดีผู้นี้มองการเมืองเหมือนมองปัจจัยพื้นฐานในการผลิต มองการเลือกตั้งเป็นเหมือนเขื่อนหรือกลไกที่จะผันน้ำให้กับไร่นาของมิตร ทิ้งที่ดินของศัตรูให้เหือดแห้ง และสร้างภาพพจน์ของตนดุจดังภาพพจน์ของฟาร์โรห์ซึ่งพระราชประสงค์ของพระองค์เป็นสิ่งที่ไม่อาจขัดขืนหรือหักล้างได้ และอาจเปลี่ยนความเป็นไปในธรรมชาติได้ทีเดียว แต่น้ำในทะเลสาบ “สังคมใหม่” ที่มาร์กอสขุดขึ้นกลับกลายเป็นน้ำโคลน ตื้นเขิน ปนเปื้อน และเน่าเหม็น ในปี 1986 (พ.ศ. 2529) เขื่อนก็ถูกทำลายลง เปิดทางให้น้ำในธรรมชาติไหลเข้าไปเก็บกักไว้ คอราซอน อะกิโนแม้จะแพ้ในการนับคะแนนอย่างเป็นทางการแต่จะนับด้านจิตใจแล้ว อะกิโนชนะในสายตาคนที่เป็นฝ่ายเธอรวมทั้งในสายตาของชาวโลกด้วย นับแต่เริ่มแรกอะกิโนสลัดคราบแม่หม้ายขี้อาย ที่ไม่กล้าตัดสินใจเพื่อมาสวมบทบาทผู้กอบกู้หัวก้าวหน้าที่ต้องมีความมั่นใจมากขึ้น ทำงานที่ผู้เป็นสามีเริ่มทำไว้นั่นคือ การกอบกู้ระบบการเลือกตั้ง เพื่อนำ “น้ำ” กลับมาให้กับประเทศชาติที่เหือดแห้งการเลือกตั้งมานาน
คอรี อะกิโนเข้ามามีอำนาจด้วยการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นประชามติอย่างแท้จริง และคอรีก็ใช้การเลือกตั้งเป็นเครื่องแสดงการสนับสนุนจากประชาชนและรักษาความชอบธรรมของเธอ
ระดับการพัฒนาหรือด้อยพัฒนาของระบบการเมืองในฟิลิปปินส์ที่เริ่มเกิดขึ้นพร้อมกับการเลือกตั้งของกาเซีย กลับมาเข้มข้นอีกครั้งในสมัยของฟิเดล รามอสซึ่งเป็นประธานาธิบดีที่ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนที่เหนือกว่าผู้แข่งขัน น้อยที่สุดในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งของประเทศ (ร้อยละ 28) ชัยชนะของรามอสมีอิทธิพลต่อทัศนะที่ว่าการเลือกตั้งเป็นความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี แบบแผนที่สำคัญในช่วงหลังเหตุการณ์บนถนนเอดซ่า
(บ.ก. — เป็นการปฏิวัติที่ประชาชนลุกฮือขึ้นมาทวงคืนอำนาจอธิปไตยในปี 1986 หรือ พ.ศ. 2529) ไม่ใช่อยู่ที่คะแนนเสียงที่ชนะคู่ต่อสู้หรืออยู่ที่พรรคการเมือง (เพราะบรรดาคู่แข่งของรามอสมีทั้งสองอย่าง) หากอยู่ที่ความเหนือกว่าด้านกลยุทธ์ กลยุทธ์ในการลงทุนให้น้อยกว่าแต่ให้ได้ผลมากที่สุด แม้รามอสจะไม่ได้รับการยอมรับจากคนเกือบทั้งประเทศแต่ก็ก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีได้อยู่ดี ด้วยความที่คนไม่ยอมรับน้อยกว่าที่ไม่ยอมรับผู้ลงสมัครคนอื่นๆ หลังจากที่รามอสก้าวขึ้นมาสู่อำนาจได้อย่างไม่น่าเชื่อเช่นนี้แล้ว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอันใดที่ในการเลือกตั้งอีกหกปีต่อมา โจเซฟ เอสทราดาจะได้รับคะแนนเสียงที่ดูถล่มทลาย แม้ว่าอันที่จริงแล้วคะแนนที่เหนือกว่าคู่แข่งจะไม่อยู่ในสัดส่วนที่มากเท่ากับของกาเซียด้วยซ้ำ ทั้งรามอสและเอสทราดาล้วนเป็นประธานาธิบดีที่มีฐานเสียงสนับสนุนน้อยกว่าครึ่งหนึ่งและต้องมารับตำแหน่งในขณะที่ประชาชนมีความคาดหวังจากประธานาธิบดีสูงซึ่งระบบไม่อำนวยให้ทำได้สำเร็จ ในขณะเดียวกัน ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงก็ชักจะแตกออกเป็นสองฝ่ายมากขึ้นด้วยความจนใจ ไร้ความหวัง นับว่ารสนิยมที่เปลี่ยนไปของประชาชนผนวกกับสื่อสารมวลชนนี่เองที่ทำให้โจเซฟ เอสทราดากลายมาเป็นผู้เจริญรอยตามโรเฮลิโอ เด ลา โรซา (ผู้แปล – ทั้งคู่เป็นนักแสดงโด่งดังมาก่อน) และเพราะเอสทราดาไม่ได้มีไหวพริบพราวแพรวและประสบการณ์อันยาวนานในการบังคับบัญชาลูกน้องอย่างรามอสทำให้ไม่สามารถรักษาอำนาจที่มีอยู่ได้ กลอเรีย มาคาปากัล อาร์โรโย รองประธานาธิบดีของเอสทราดาเสียอีกที่กลับได้คะแนนสนับสนุนจากประชาชนจวนจะเกินครึ่งกลายเป็นเสียงข้างมากอยู่รอมร่อ (บ.ก. — คนฟิลิปปินส์ลงคะแนนเสียงแยกกันในการเลือกประธานาธิบดีกับรองประธานาธิบดี) สิ่งนี้เองที่ทำให้อาร์โรโยถือว่านางมีสิทธิ์โดยปริยายที่จะขึ้นมาสืบทอดตำแหน่งต่อจากเอสทราดา เมื่อเอสทราดาถูกขับไล่จนต้องหนีออกจากทำเนียบมาลากันยัง อาร์โรโยก็ย้ายเข้ามาแทนเหมือนนกรู้ (กล่าวอย่างรวบรัดตัดความ) ฉวยโอกาสที่ไม่เหมือนใครที่ไม่มีใครปฏิเสธว่าเป็นข้อได้เปรียบของผู้ที่มารับตำแหน่งประธานาธิบดีต่อ ด้วยการเป็นทายาทที่ชัดแจ้ง เป็นผู้รักษาเปลวไฟ และผู้สืบทอดความชอบธรรม
การรณรงค์หาเสียงในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2004 (พ.ศ. 2547) เป็นเรื่องของการแสวงหาความชอบธรรม ความชอบธรรมซึ่งผู้ลงเลือกตั้งของเอสทราดาไม่สามารถคว้าไว้ได้ และยังไม่ได้ครอบครองโดยผู้ที่ชนะการเลือกตั้ง เป็นการแสวงหาความชอบธรรมของผู้ลงเลือกตั้งรายอื่นๆ ด้วยผู้ที่ไม่ใช่ทั้งเป็นคนของประธานาธิบดีชื่อเสียที่ถูกจำขังอยู่หรือผู้ชนะการเลือกตั้งที่บาดเจ็บสาหัสจากการถูกกล่าวหาว่าเธอเองก็สมควรถูกจำขังเช่นกัน (ผู้แปล –ศาลสูงสุดของฟิลิปปินส์เป็นผู้ประกาศให้อาร์โรโยเป็นประธานาธิบดีแทนเอสทราดาโดยได้รับการสนับสนุนจากทั้งทางการทหารและคริสต์จักรในฟิลิปปินส์ทั้งที่ไม่ชอบด้วยกฏหมายเพราะตามกฎหมายแล้วรองประธานาธิบดีจะเป็นประธานาธิบดีได้หากประธานาธิบดีชีวิตหาไม่แล้วเท่านั้น แต่ประธานาธิบดีเอสทราดายังมีชีวิตอยู่ การเข้ามารับตำแหน่งของอาร์โรโยจึงอาจมองได้ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย) ทั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งและการรณรงค์หาเสียงเองถูกครองงำด้วยวัฒนธรรมทางการเมืองที่สุกงอม วัฒนธรรมทางการเมืองที่เกิดขึ้นในทศวรรษที่ 60 เดือดพล่านในทศวรรษที่ 70 และล้มละลายไปในทศวรรษที่ 90 ซึ่งผู้นำทั้งสองฝ่ายพยายามใส่แว่นสีกุหลาบให้ประชาชนเชื่อว่าพวกเขากำลังพยายามกันอย่างเต็มที่ที่จะกอบกู้การเลือกตั้งโดยชอบธรรมไว้ในทศวรรษที่ 80 ฟิลิปปินส์มีการเลือกตั้งกันมา ไม่ใช่เพราะอยู่ในแผนของชาติที่ผ่านการใช้เหตุใช้ผลและวางแผนมาอย่างดี แต่มีแบบเป็นๆ หายๆ แล้วแต่ผู้นำซึ่งมองการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเหมือนกับมองน้ำ เหมือนใบปลิวที่แจกให้พลเมืองกระยาจกเพื่อให้เกิดหนี้บุญคุณกัน
คงจะมีสักวันที่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งหนึ่งในสามเต็มๆ จะนอนอยู่กับบ้าน ไม่ออกมาออกเสียงเพราะรู้อยู่แก่ใจว่าไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาเช่นไร ก็ไม่เปลี่ยนแปลงแก่นที่สำคัญไปได้ นับแต่ปี 1946 (พ.ศ. 2489) เป็นต้นมา สิ่งที่มองกันว่าสำคัญอยู่ที่แก่นเสมอมา ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลที่ว่าเหตุใดประเด็นเรื่องการประพฤติผิดคิดมิชอบในวงราชการเป็นประเด็นสำคัญของชาติในการเลือกตั้งครั้งต่างๆ เสมอมา เรื่องที่คนเป็นจำนวนมากเห็นว่าสำคัญก็คือความหวังว่าสักวันจะมีชีวิตที่จะมีน้ำ น้ำในความหมายว่าน้ำจริงๆ เป็นของตัวเองให้ได้ดื่ม ได้อาบ ชีวิตที่ไม่ได้วัดกันด้วยน้ำเพียงก๊อกเดียวต่อหมู่บ้าน หรือด้วยคลองที่เต็มไปด้วยขยะเน่าเหม็น
การเลือกตั้งเป็นเหมือนกับน้ำ สิ่งที่ขาดเสียมิได้สำหรับผู้ทีคอแห้งผาก ที่มาแห่งอำนาจสำหรับผู้ที่ควบคุมไว้ได้หรือแม้แต่ผู้ที่เป็นเจ้าของ การเลือกตั้งเป็นเหมือนกับน้ำ มีความหมายต่างๆ กันตามคนกลุ่มต่างๆ กัน การเลือกตั้งเป็นเหมือนกับน้ำ อย่างน้อยก็สำหรับคนฟิลิปปินส์ในประเทศที่สระว่ายน้ำของชนชั้นสูงแต่ละสระเหมือนกับเครื่องเย้ยหยันหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านที่ต้องเข้าแถวกันเป็นชั่วโมงๆ เพื่อรอน้ำที่ทั้งขุ่นทั้งเหม็นเอาไว้บริโภค
[1] ถนนสายหลักใน Metro Manila เรียกกันทั่วไปว่า Edsa ซึ่งย่อมาจาก Epifanio de los Santos Avenue |
TSF: สมัชชาสังคมไทย 2006
ในฐานะคนไกลปืนเที่ยงและยุวชนคนหนึ่งของสังคมไทยที่มักมองผ่านคุณค่าของโอกาสอย่างไม่รู้สึกนึกเสียดายเลย แต่วันนี้แลเห็นแล้วว่า ‘โอกาส’ นั้นทรงคุณค่ามากแค่ไหนสำหรับผู้ที่ไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะไขว้คว้า….
ขอเป็นกำลังใจให้กับเยาวชนทุกท่านาของสังคมไทยและทุกส่วนของสังคมโลก
Hello world!
Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!